เค้กดอกไม้บัตเตอร์ครีม

เค้กดอกไม้แบบบีบครีมทานได้ทั้งก้อนดีกว่าเค้กที่ใช้ดอกไม้สดอย่างไร

ความนิยมของเค้กตกแต่งดอกไม้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญคือการเลือกระหว่าง “เค้กดอกไม้บีบครีม” กับ “เค้กแต่งดอกไม้สด” หากมองในแง่ความคุ้มค่า ความปลอดภัย และสุนทรียภาพในการรับประทาน เค้กดอกไม้ที่บีบจากครีมและทานได้ทั้งก้อนมีจุดเด่นที่เหนือกว่าในหลายมิติ

1. ความปลอดภัยและสุขอนามัย 100% ดอกไม้สดส่วนใหญ่ปลูกเพื่อความสวยงาม จึงมักผ่านการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือปุ๋ยเคมี แม้จะมีการห่อก้านก่อนปักลงบนเนื้อเค้ก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องสิ่งปนเปื้อน เกสรที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือแบคทีเรียจากดิน ต่างจาก เค้กดอกไม้บีบครีม ที่ทำจากวัตถุดิบประกอบอาหารทั้งหมด (Food-grade) จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง และทานได้ทุกส่วนโดยไม่ต้องกังวล

2. ประสบการณ์การทานที่ต่อเนื่องและสมบูรณ์แบบ การตัดเค้กดอกไม้สดจำเป็นต้องหยิบดอกไม้ออกทีละดอก ทำให้เสียเวลาและสะดุดจังหวะแห่งความสุข อีกทั้งยังเหลือขยะชิ้นโตบนจาน ต่างจากเค้กบีบครีมที่คุณสามารถตัด แบ่ง และส่งเข้าปากได้ทันที ให้สัมผัสเนียนนุ่มของเนื้อครีมผสมผสานกับตัวเค้กได้อย่างลงตัวในทุกคำ

3. ความทนทานและการคงรูป ดอกไม้สดเหี่ยวเฉาได้ง่ายเมื่อเจออากาศร้อน ช้ำง่ายจากการขนส่ง และก้านดอกอาจทำให้น้ำหวานหรือกลิ่นของดอกไม้หลุดลงไปเปลี่ยนรสชาติเค้ก ขณะที่ดอกไม้บีบครีม (ไม่ว่าจะเป็นบัตเตอร์ครีมหรืออาลัว) มีความแข็งแรง คงรูปทรงและสีสันที่สดใสได้ยาวนานกว่า ไม่ว่าจะจัดงานกลางแจ้งหรือใช้เวลาขนส่งนาน ก็ยังสวยงามสมบูรณ์แบบจนถึงเวลาตัด

4. อิสระในการออกแบบและโทนสี ธรรมชาติของดอกไม้สดมีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล สีสัน และขนาด แต่เทคนิคการบีบครีมช่วยให้ช่างทำเค้กสร้างสรรค์ดอกไม้ได้ทุกสายพันธุ์ตามจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการไล่เฉดสีพาสเทล สีคัสตอมตามธีมงาน หรือการปรับขนาดดอกไม้ให้สมดุลกับตัวเค้กได้อย่างปราณีตไร้ขีดจำกัด

ประเด็นเปรียบเทียบ เค้กดอกไม้บีบครีม (ทานได้ทั้งก้อน) เค้กแต่งดอกไม้สด
ความปลอดภัย ไร้สารเคมี ทานได้ปลอดภัย 100% มีเสี่ยงจากยาฆ่าแมลงและแบคทีเรีย
ความสะดวกในการทาน ตัดแล้วทานได้ทันที ไม่เหลือขยะ ต้องเสียเวลาดึงดอกไม้ออกก่อนทาน
ความคงทน ไม่เหี่ยวเฉา ทนสภาพอากาศได้ดีกว่า ช้ำและเหี่ยวเฉาได้ง่ายเมื่อโดนความร้อน
ความคุมโทนสี/ดีไซน์ ผสมสีและปรับขนาดได้ตามสั่งทุกแบบ จำกัดตามสายพันธุ์และฤดูกาลของดอกไม้

เค้กดอกไม้บีบครีมจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารหวาน แต่เป็นงานศิลปะที่กินได้ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งความสวยงามน่าประทับใจและความสบายใจในทุกคำที่รับประทาน

เค้กทำให้ใครมีความสุขอย่างไรบ้าง และคุณค่าที่แท้จริงของเค้กคืออะไร?

 

หากจะพูดถึง “เค้ก” ในมุมที่มากกว่าแค่แป้ง นม และน้ำตาล เราจะพบว่ามันเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีพลังในการเปลี่ยนบรรยากาศได้อย่างน่าทึ่งมากๆเลยค่ะ และนี่คือมุมมองเกี่ยวกับความสุขและคุณค่าที่แท้จริงของเค้กที่ร้าน 119mori นะคะ :

1. เค้กทำให้ใครมีความสุขอย่างไร?

เค้กทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ของอารมณ์ในหลายระดับมากๆ ค่ะ:
1.1  ผู้ให้ (Giver): เค้กคือตัวแทนของความใส่ใจ การเลือกสรรรสชาติหรือการสั่งทำหน้าเค้กพิเศษ เป็นการแสดงออกถึงความรักและการเห็นคุณค่าในตัวผู้รับโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ เลยจ้า
1.2 ผู้รับ (Receiver): การได้รับเค้กมักเชื่อมโยงกับ “การถูกจดจำได้” (Being recognized) ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดหรืองานฉลอง ที่สำคัญความสุขไม่ได้มาจากรสหวานเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษในขณะนั้นด้วยค่ะ
1.3 คนรอบข้าง (The Community): เค้กมีพลังในการ “รวมกลุ่ม” เมื่อเค้กถูกวางตรงกลาง ผู้คนจะขยับเข้ามาใกล้กันเพื่อร่วมยินดี และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและเสียงหัวเราะ
1.4 เด็กๆ: สำหรับเด็ก เค้กคือ “ความมหัศจรรย์” ทั้งสีสัน รูปทรง และความตื่นเต้นที่จะได้เป่าเทียน มันคือความสุขบริสุทธิ์ที่สร้างความทรงจำในวัยเยาว์มากๆเลยค่ะ

 

2. คุณค่าที่แท้จริงของเค้กคืออะไร?

ถ้าเรากะเทาะเปลือกนอกที่เป็นครีมและแป้งออกไป คุณค่าที่แท้จริงของเค้กประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:

2.1 การเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ (Celebration of Life)
เค้กถูกใช้เพื่อทำเครื่องหมายให้กับ “หมุดหมาย” ของชีวิต (Milestones) ตั้งแต่เกิด แต่งงาน ไปจนถึงความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ คุณค่าของมันคือการบอกว่า “เรื่องนี้สำคัญนะ และเราควรหยุดพักเพื่อยินดีกับมัน”

2.2 การเยียวยาทางอารมณ์ (Emotional Comfort)
ในเชิงชีวภาพ น้ำตาลส่งผลต่อการหลั่งสารโดพามีน แต่ในเชิงจิตวิทยา เค้กคือสัญลักษณ์ของ “การให้รางวัลตัวเอง” (Self-reward) มันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้ดื่มด่ำกับความสุนทรีย์ท่ามกลางความเหนื่อยล้า

2.3 ศิลปะที่กินได้ (Edible Art)
เค้กคือจุดตัดระหว่าง ศาสตร์ (วิทยาศาสตร์การอบ) และ ศิลป์ (การตกแต่ง) คุณค่าของมันอยู่ที่ความประณีต ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามและเวลาที่เชฟหรือคนทำทุ่มเทลงไปเพื่อสร้างความประทับใจเพียงไม่กี่นาทีก่อนจะถูกรับประทาน

 

สรุป : คุณค่าที่แท้จริงของเค้กไม่ใช่แคลอรี แต่มันคือ “ความทรงจำและสายสัมพันธ์” ที่เกิดขึ้นในขณะที่เค้กถูกตัดแบ่งเพื่อทำการแบ่งปันนั่นเองจ้า

 

“119mori: เค้กวันเกิดที่สร้างความทรงจำ หอมอร่อยตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย… เพราะความสุขไม่ได้จบลงแค่ 3 คำแรก ^_^“เข้าดูรายการเค้ก 119mori

 

 

Nappage คืออะไร?

  • Nappage คืออะไร?

เป็นเยลลี่เหลวที่มีพื้นฐานมาจากแยมแอปริคอทหรือเยลลี่ลูกเกดแดงที่ผ่านการร่อนอย่างประณีต และส่วนใหญ่ทำโดยการเติมสารก่อเจลเจลาติน มีทั้งแบบไม่มีสี โปร่งใส แต่หากต้องการสีทอง หรือสีแดง สามารถผสมสี หรือเพียวเร่ผลไม้ต่างแล้วใช้เครื่องเบลน์ให้เนียนได้ โดยสามารถใช้กับทาร์ตผลไม้ บาบา ซาบาริน และเค้กต่างๆ เพื่อให้พื้นผิวเรียบและเงางาม นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันออกซิเดชันของผลไม้หรือทำให้พื้นผิวของขนมแห้ง

  • ทำอย่างไร?
    • น้ำตาล 100 กรัม
    • น้ำเปล่า 50 กรัม
    • น้ำเชื่อมแป้ง 140 กรัม (หรือกลูโคส)
    • เจลาติน 8 กรัม น้ำมะนาว น้ำแอปริคอท น้ำแครนเบอร์รี่ …. 10~15g (ตามชอบ)
  • ขั้นตอนการทำ

1. เติมน้ำ น้ำตาล และน้ำเชื่อมแป้ง แล้วต้มให้เดือดที่ 105C (221F)
2. หลังจากเติมน้ำให้เติมเจลาตินที่ละลายแล้วและน้ำผลไม้แล้วผสม
3. แช่เย็น

 

การผสมนำมาใช้กับเพียวเร่

  • Raspberry puree …50g
  • Nappage … 100g

 

Bake cheesecake with strawberry season lasts

***RECIPE*** Now is the time to bake cheesecake while strawberry season lasts. A super simple version!!!
Ingredients for a 20 cm diameter cake:

  • 160 g biscuits (I used oat biscuits, but you can really use any)
  • 45 g melted butter
  • 270 g cream cheese
  • 60 g sugar
  • 10 g flour
  • 55 g sour cream
  • 90 g eggs


The biscuits are crushed and mixed with the melted butter. Press into the cake tin, so that it is on the side and put. Cool in the fridge for half an hour and then bake in the oven at 170 degrees for 7 minutes, then let it cool.
Mix the ingredients for the cream in a large bowl. It is worth working with a machine to get a nice smooth cream, but do not foam it. Pour the cream onto the biscuit base and bake at 165 degrees for approx. 30 minutes.
Let the baked cake cool and in the meantime prepare the strawberry jelly.

  • 200 g strawberry puree
  • 130 g diced strawberries
  • 5 g lemon juice
  • 10 mint leaves
  • 30 g sugar
  • 5 g pectin
  • 2 g gelatin
  • 10 g water


Soak the gelatin in cold water. Heat the puree with the lemon juice and add the mint leaves. Mix with a hand blender and pour the sugar-pectin mixture into the warm puree. Boil for two minutes and dissolve the soaked gelatin in it. Pour over the cake and put in the refrigerator to set. Decorate the top with fresh strawberry slices.

Whole Cake Day (Japan) รู้จักกับวันเค้กทั้งก้อน

วันเค้กทั้งก้อน วันที่ 8 ของทุกเดือน

วันเค้กทั้งก้อน วันที่ 8 ของทุกเดือน Whole Cake Day (Japan)
…
เค้กเต็มก้อน 1 ปอนด์ 2 ปอนด์ ไม่ได้หมายถึงให้กินคนเดียวจนหมดนะ (หรือมีคนกินคนเดียว..)
ความหมายที่แอบแฝงอยู่จริงๆ แล้วคือ ความสัมพันธ์ดีๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนต่างหาก
เพราะเค้กเต้มก่อน คือการช่วยให้ผู้คนมารวมตัว และแบ่งปันช่วงเวลาอร่อยแห่งความสุขด้วยกัน

หลายคนคงไม่เคยได้ยิน “วันเค้กทั้งก้อน” เป็นแน่!

แต่เบื้องหลังการก่อตั้งวันเค้กทั้งก้อนพิเศษนี้ ก่อตั้งขึ้นโดย Ichiyanagi บริษัทจำกัดที่ดำเนินกิจการ “Patisserie Ichiryu” ในเขตชูโอ เมืองฟุกุโอกะ จังหวัดฟุกุโอกะ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายขนมตะวันตก โดยให้วันที่ 8 ของทุกเดือนถูกกำหนดให้เป็น “วันเค้กทั้งก้อน” ในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองด้วยการกินเค้กทั้งก้อน โดยไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นชิ้นๆ และเนื่องจากเลข 8 มีลักษณะคล้ายฐานของเทียนและเค้ก และวันที่ 8 ของทุกเดือนถือเป็นวันที่สำคัญในปฏิทินรายสัปดาห์ โดยวันที่ 8 นี้จะมีความต่อเนื่องกันในแต่ละสัปดาห์ของเดือน

วันนี้ยังได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสมาคมวันรำลึกแห่งญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2020 โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ช่วงเวลากับคนที่คุณรักมีความสุข และมีค่ามากขึ้น และทำให้การรับประทานเค้กทั้งก้อนรวมกัน ซึ่งปกติอาจกินเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี กลายเป็นเรื่องที่คุ้นเคยและเพลิดเพลินได้บ่อยขึ้น

.
แม้ว่าวันเค้กทั้งก้อนจะยังเป็นวันครบรอบที่ค่อนข้างใหม่ แต่ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเป็นโอกาสให้ผู้คนได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับคนที่รักผ่านเค้กทั้งก้อน และค้นพบวิธีการเพลิดเพลินกับเค้กแบบใหม่ๆ

เค้กเป็นของหวานที่มีมาอย่างยาวนาน และได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมายตลอดหลายศตวรรษ ตั้งแต่อารยธรรมอียิปต์โบราณไปจนถึงนักอบขนมยุคใหม่ แม้ว่าต้นกำเนิดที่แน่ชัดของเค้กจะยังไม่สามารถระบุได้ แต่มีหลักฐานว่าชาวอียิปต์โบราณเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่เริ่มอบเค้กโดยใช้ส่วนผสมอย่างน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งมักถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา เพราะพวกเขาเชื่อว่าเค้กเป็นสัญลักษณ์ของความหวานในชีวิต

ชาวอียิปต์โบราณได้รับการยกย่องว่าเป็นอารยธรรมแรกที่มีการอบเค้ก เมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน พวกเขาผสมส่วนผสมอย่างน้ำผึ้ง ถั่ว และผลไม้เข้ากับข้าวบาร์เลย์ แล้วนำมาอบเป็นเค้กขนาดเล็ก เค้กเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้ในงานเลี้ยงทั่วไปเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปถวายเทพเจ้าเพื่อแสดงความขอบคุณอีกด้วย

.
ส่วนชาวกรีกและโรมันนั้นมีการอบเค้กโดยใช้ส่วนผสมอย่างน้ำมันมะกอกและเครื่องเทศ เช่น อบเชยและจันทน์เทศ เพื่อเพิ่มรสชาติให้โดดเด่น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการทำเค้กของชาวอียิปต์ และได้นำมาพัฒนาให้มีเอกลักษณ์ของตนเอง ชาวกรีกนิยมเติมชีสลงไปในเค้ก ขณะที่ชาวโรมันได้ทดลองใช้ส่วนผสมที่หลากหลาย เช่น น้ำผึ้งและเครื่องเทศเพื่อเพิ่มรสชาติ วัฒนธรรมการทำเค้กเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วจักรวรรดิโรมัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารประจำวันของพวกเขา

.
ยุคเรอเนซองส์ (ระหว่างปี ค.ศ. 1460 ไปจนถึง ค.ศ. 1530 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒณธรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒณธรรมยุคใหม่) เป็นช่วงเวลาแห่งความสร้างสรรค์ทั้งในด้านศิลปะและอาหาร และเค้กก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นักอบขนมเริ่มพัฒนาทักษะให้ก้าวหน้าขึ้น มีการใช้วัตถุดิบอย่างน้ำตาลและเนย เพื่อทำให้เค้กมีรสชาติหวานมันและเนื้อนุ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีการบันทึกสูตรการทำเค้กเป็นลายลักษณ์อักษรและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

.
เมื่อสังคมเปลี่ยนไป รสชาติและประเภทของเค้กก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในศตวรรษที่ 20 เค้กที่มีส่วนผสมจากผลไม้ เช่น บานาน่าบริด (Banana Bread) และแครอทเค้ก (Carrot Cake) ได้รับความนิยม และต่อมาเค้กช็อกโกแลตเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

…
ในปัจจุบัน เราได้เห็นรสชาติที่แปลกใหม่มากมาย และยากที่จะอดใจไหว จะขอยกตัวอยากเค้กที่น่ากินน่าสนใจมาฝาก

1. Lane cake

เค้กเลน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เค้กรางวัล” และ “เค้กเลนอลาบามา” เป็นหนึ่งในขนมหวานสุดคลาสสิกของภาคใต้สหรัฐฯ โดดเด่นด้วยเนื้อเค้กฟองน้ำเนียนนุ่ม ผสานความหอมหวานจากมะพร้าว ลูกเกด คัสตาร์ด และเบอร์เบิน ที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้กับรสชาติได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ เค้กยังถูกปิดท้ายด้วยฟรอสติ้งเนื้อนุ่ม เพิ่มความละมุนและความหรูหราให้กับขนมชนิดนี้

เค้กเลนนั้นถูกคิดค้นขึ้นโดย เอ็มม่า ไรแลนเดอร์ เลน (Emma Rylander Lane) หญิงสาวจากเมืองเคลย์ตัน รัฐอลาบามา เธอได้นำสูตรเค้กสุดพิเศษนี้ไปแข่งขันในงานเทศกาลประจำมณฑลที่เมืองโคลัมบัส รัฐจอร์เจีย และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้อย่างภาคภูมิใจ จึงทำให้เค้กชนิดนี้ถูกขนานนามว่า “เค้กรางวัล”

หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1898 เธอได้บันทึกสูตรของเค้กเลนลงในหนังสือทำอาหารของเธอชื่อ Some Good Things to Eat ทำให้สูตรขนมนี้แพร่หลายไปทั่วภาคใต้ของสหรัฐฯ และกลายเป็นหนึ่งในขนมที่ได้รับความนิยมในงานเลี้ยง งานเลี้ยงรับรอง รวมถึงงานแต่งงาน

เค้กเลนไม่ได้เป็นเพียงขนมหวานที่ขึ้นชื่อในแวดวงอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในโลกวรรณกรรมอีกด้วย ขนมชนิดนี้ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมระดับตำนานอย่าง To Kill a Mockingbird ของ ฮาร์เปอร์ ลี ซึ่งเป็นหนึ่งในนิยายคลาสสิกของอเมริกา

2. Ice cream cake

เค้กไอศกรีม เป็นของหวานที่ผสมผสานความอร่อยระหว่าง ไอศกรีมและแป้งเค้ก เป็นชั้นๆ หรือในบางกรณี อาจเป็นเค้กที่มีแต่ไอศกรีมล้วน

โดยทั่วไปแล้ว เค้กไอศกรีมมักถูกตกแต่งด้วยไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟที่ทำหน้าที่แทนน้ำตาลไอซิ่ง เพื่อเพิ่มความเนียนนุ่มและรสชาติที่ละมุนละไม อย่างไรก็ตาม บางสูตรอาจใช้ไอซิ่งแบบดั้งเดิมแทนไอศกรีมเพื่อให้ได้สัมผัสที่แตกต่าง

แม้ว่าจะมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเค้กไอศกรีม บางคนเชื่อว่าขนมชนิดนี้มีรากฐานมาจากอังกฤษ แต่ในปัจจุบันกลับได้รับความนิยมอย่างมากใน อเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในงานวันเกิดและโอกาสพิเศษต่างๆ

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ไอศกรีมยังถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่เข้าถึงได้เฉพาะคนมีฐานะเท่านั้น ทำให้เค้กไอศกรีมเป็นของหวานสุดหรูหราที่พบได้เฉพาะในงานเลี้ยงของชนชั้นสูง

3. Boston Cream Pie

ชื่ออาจจะเข้าใจว่าเป็นพาย แต่จริงแล้วเป็นเค้ก ไม่ใช่พายนะ ซึ่งประกอบไปด้วย เค้กฟองน้ำสองชั้น สอดไส้ด้วยคัสตาร์ดวานิลลาเข้มข้น และปิดท้ายด้วยการเคลือบ ช็อกโกแลตเงาวาว หรือในบางสูตรอาจโรยน้ำตาลไอซิ่งเพิ่มความสวยงาม

เหตุผลที่ขนมชนิดนี้ถูกเรียกว่า “พาย” นั้นมาจาก วิธีการอบในยุคแรกๆ โดยในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 พิมพ์พายได้รับความนิยมมากกว่าพิมพ์เค้ก เชฟจึงเลือกใช้พิมพ์พายในการอบเค้กฟองน้ำ ส่งผลให้ชื่อ “Boston Cream Pie” ถือกำเนิดขึ้น

ขนมชนิดนี้ถูกคิดค้นโดย เชฟชาวฝรั่งเศสชื่อ Sanzian ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงแรม Parker House ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ โรงแรมแห่งนี้อ้างว่าได้เสิร์ฟ Boston Cream Pie มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1856 ซึ่งเดิมทีชื่อว่า “Parker House Chocolate Cream Pie” แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อนี้ค่อยๆ ถูกเรียกสั้นลงจนกลายเป็น “Boston Cream Pie”

ด้วยความโดดเด่นและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ในปี ค.ศ. 1996 Boston Cream Pie ได้รับการประกาศให้เป็น ของหวานประจำรัฐแมสซาชูเซตส์อย่างเป็นทางการ

 

4. Dirt Cake

เรียกได้ว่าเป็นเค้กแห่งความสนุก ทำขึ้นจากส่วนผสมที่ชอบได้เลย โดยไม่ต้องอบ ไม่ว่าจะใช้คุกกี้โอรีโอ พุดดิ้ง วิปครีม โรยด้วยเยลลี่ไว้ด้านบน ให้ดูเลอะเทอะ ที่เป็นที่มาของชื่อนี้

แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของ Dirt Cake จะไม่ชัดเจน แต่มันกลายเป็นที่นิยมในช่วง ทศวรรษ 1970 และได้รับความรักจากเด็กๆ อย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ทำง่าย สนุก และให้บรรยากาศที่เล่นกันในงานปาร์ตี้ งานวันเกิดสำหรับเด็กๆ

 

5. Gooey Butter Cake

เป็นเค้กขึ้นชื่อของเมือง เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจาก ย่านทางตอนใต้ของเมือง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมันจำนวนมากในอดีต

เค้กนี้มีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ มีเนื้อแน่น หนึบ และหวานมัน ทำจากแป้งสาลี เนย น้ำตาล และไข่ โดยโรยหน้าด้วย น้ำตาลไอซิ่ง บางสูตรอาจเพิ่มราสเบอร์รี่เพื่อเพิ่มความสดชื่น

ว่ากันว่าเค้กชนิดนี้เกิดขึ้น โดยความบังเอิญ ในช่วง ทศวรรษ 1930 เมื่อคนทำขนมปังพยายามทำเค้กเนยสีเหลือง แต่เผลอใส่เนยหรือไขมันมากเกินไป แทนที่เขาจะทิ้งเค้ก เขากลับนำออกมาขาย และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนชื่นชอบเนื้อสัมผัสหนึบหนับและรสชาติที่เข้มข้น

ช่วงเวลานั้นเป็นยุค เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) การที่ขนมชนิดนี้ถูกขายและได้รับความนิยม อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยน “ความผิดพลาด” ให้กลายเป็นของอร่อยที่อยู่ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

 

6. Huguenot Torte

เค้กพุดดิ้ง แอปเปิ้ลอบและพีแคนหรือวอลนัท อบจนได้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน ทำจาก แอปเปิ้ลและพีแคนหรือวอลนัท ด้านบนเป็น เมอแรงค์บางกรอบ และมักเสิร์ฟพร้อม วิปครีม เพื่อเพิ่มความละมุน

เป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา แต่ถึงแม้ชื่อจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับ ชาวฮูเกอโนต์ (Huguenots) ซึ่งเป็นชาวโปรเตสแตนต์ฝรั่งเศสที่อพยพมายังอเมริกาเพื่อแสวงหาเสรีภาพทางศาสนาในศตวรรษที่ 17 แต่แท้จริงแล้ว Huguenot Torte ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากฝรั่งเศสเลย

Huguenot Torte เป็นขนมที่เกิดขึ้น ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 และมีรากฐานมาจากของหวานในแถบมิดเวสต์ที่เรียกว่า พุดดิ้งโอซาร์ก (Ozark pudding) สูตรของขนมชนิดนี้ปรากฏเป็นครั้งแรกในหนังสือทำอาหารชุมชนชื่อดัง Charleston Receipts ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1950 และกลายเป็นที่นิยมในชาร์ลสตัน

ผู้ที่นำเสนอสูตรนี้คือ Evelyn Anderson Florance เธอทำงานเป็นเชฟขนมหวานในร้านอาหารชื่อ Huguenot Tavern และตั้งชื่อขนมตามร้านที่เธอทำงานอยู่ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเค้กประจำท้องถิ่น

 

7. Lady Baltimore Cake

ว่ากันว่าเค้กคลาสสิกอเมริกัน ชิ้นนี้คิดค้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยฟลอเรนซ์ (Florence) และนินา อ็อตเตเลนกุย (Nina Ottelengui) เจ้าของร้านน้ำชาเลดี้บัลติมอร์ในเมืองชาร์ลสตัน ในปี ค.ศ. 1906 และ โอเวน วิสเตอร์ ( Owen Wister) เขียนนวนิยายรักชื่อเดียวกันนี้ ที่บรรยายถึงเค้กหวานแสนอร่อยด้วยบทกวี ทำให้เค้กนี้กลายเป็นเค้กโปรดมาโดยตลอด

Lady Baltimore Cake ทำจากเค้กสปันจ์สีขาวหลายชั้น และฟรอสติ้งรสเข้มข้น ผสมกับถั่วสับและผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด มะกอก และอินทผลัม นอกจากนี้ นอกจากเค้กเลดี้ที่ใส่ไข่ขาวอย่างเดียวแล้ว ยังมีเค้กอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าลอร์ดบัลติมอร์ ซึ่งทำจากไข่แดงที่เหลือและไส้เป็นอัลมอนด์คั่ว มาการองบด และเชอร์รีเคลือบน้ำตาล

 

เค้กมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ล้วนแล้วแต่ทำให้ใครที่ได้กินเป็นต้องหลงไหล (ปล. การบริโภคเค้กมากเกิน อาจส่งผลทำให้เกิดโรคได้ กินแต่พอดีในปริมาณพอเหมาะดีที่สุดครับผม)

…
เพื่อนๆ ที่ได้ไปญี่ปุ่นลองแวะร้าน Patisserie Ichiryu : https://ichiryu.jp/ เหมือนจะทุกวันที่ 8 ของเดือนจะมีเค้กพิเศษเฉพาะในวันนี้..
.
ขอขอบคุณข้อมูล
: bestcalendar .jp
: cakere
: candiesandsweets
: wikipedia
: tasteatlas
: alabamachanin
: whatscookingamerica
: cookist
.
LookAt

ขอขอบคุณแหล่งที่มา: คุณ เดอะแบทเทิลเดย์ Panttip
https://pantip.com/topic/43247692/comment27