เค้กทำให้ใครมีความสุขอย่างไรบ้าง และคุณค่าที่แท้จริงของเค้กคืออะไร?

 

หากจะพูดถึง “เค้ก” ในมุมที่มากกว่าแค่แป้ง นม และน้ำตาล เราจะพบว่ามันเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีพลังในการเปลี่ยนบรรยากาศได้อย่างน่าทึ่งมากๆเลยค่ะ และนี่คือมุมมองเกี่ยวกับความสุขและคุณค่าที่แท้จริงของเค้กที่ร้าน 119mori นะคะ :

1. เค้กทำให้ใครมีความสุขอย่างไร?

เค้กทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ของอารมณ์ในหลายระดับมากๆ ค่ะ:
1.1  ผู้ให้ (Giver): เค้กคือตัวแทนของความใส่ใจ การเลือกสรรรสชาติหรือการสั่งทำหน้าเค้กพิเศษ เป็นการแสดงออกถึงความรักและการเห็นคุณค่าในตัวผู้รับโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ เลยจ้า
1.2 ผู้รับ (Receiver): การได้รับเค้กมักเชื่อมโยงกับ “การถูกจดจำได้” (Being recognized) ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดหรืองานฉลอง ที่สำคัญความสุขไม่ได้มาจากรสหวานเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษในขณะนั้นด้วยค่ะ
1.3 คนรอบข้าง (The Community): เค้กมีพลังในการ “รวมกลุ่ม” เมื่อเค้กถูกวางตรงกลาง ผู้คนจะขยับเข้ามาใกล้กันเพื่อร่วมยินดี และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและเสียงหัวเราะ
1.4 เด็กๆ: สำหรับเด็ก เค้กคือ “ความมหัศจรรย์” ทั้งสีสัน รูปทรง และความตื่นเต้นที่จะได้เป่าเทียน มันคือความสุขบริสุทธิ์ที่สร้างความทรงจำในวัยเยาว์มากๆเลยค่ะ

 

2. คุณค่าที่แท้จริงของเค้กคืออะไร?

ถ้าเรากะเทาะเปลือกนอกที่เป็นครีมและแป้งออกไป คุณค่าที่แท้จริงของเค้กประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:

2.1 การเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ (Celebration of Life)
เค้กถูกใช้เพื่อทำเครื่องหมายให้กับ “หมุดหมาย” ของชีวิต (Milestones) ตั้งแต่เกิด แต่งงาน ไปจนถึงความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ คุณค่าของมันคือการบอกว่า “เรื่องนี้สำคัญนะ และเราควรหยุดพักเพื่อยินดีกับมัน”

2.2 การเยียวยาทางอารมณ์ (Emotional Comfort)
ในเชิงชีวภาพ น้ำตาลส่งผลต่อการหลั่งสารโดพามีน แต่ในเชิงจิตวิทยา เค้กคือสัญลักษณ์ของ “การให้รางวัลตัวเอง” (Self-reward) มันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้ดื่มด่ำกับความสุนทรีย์ท่ามกลางความเหนื่อยล้า

2.3 ศิลปะที่กินได้ (Edible Art)
เค้กคือจุดตัดระหว่าง ศาสตร์ (วิทยาศาสตร์การอบ) และ ศิลป์ (การตกแต่ง) คุณค่าของมันอยู่ที่ความประณีต ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามและเวลาที่เชฟหรือคนทำทุ่มเทลงไปเพื่อสร้างความประทับใจเพียงไม่กี่นาทีก่อนจะถูกรับประทาน

 

สรุป : คุณค่าที่แท้จริงของเค้กไม่ใช่แคลอรี แต่มันคือ “ความทรงจำและสายสัมพันธ์” ที่เกิดขึ้นในขณะที่เค้กถูกตัดแบ่งเพื่อทำการแบ่งปันนั่นเองจ้า

 

119mori: เค้กวันเกิดที่สร้างความทรงจำ หอมอร่อยตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย… เพราะความสุขไม่ได้จบลงแค่ 3 คำแรก ^_^เข้าดูรายการเค้ก 119mori

 

 

Nappage คืออะไร?

  • Nappage คืออะไร?

เป็นเยลลี่เหลวที่มีพื้นฐานมาจากแยมแอปริคอทหรือเยลลี่ลูกเกดแดงที่ผ่านการร่อนอย่างประณีต และส่วนใหญ่ทำโดยการเติมสารก่อเจลเจลาติน มีทั้งแบบไม่มีสี โปร่งใส แต่หากต้องการสีทอง หรือสีแดง สามารถผสมสี หรือเพียวเร่ผลไม้ต่างแล้วใช้เครื่องเบลน์ให้เนียนได้ โดยสามารถใช้กับทาร์ตผลไม้ บาบา ซาบาริน และเค้กต่างๆ เพื่อให้พื้นผิวเรียบและเงางาม นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันออกซิเดชันของผลไม้หรือทำให้พื้นผิวของขนมแห้ง

  • ทำอย่างไร?
    • น้ำตาล 100 กรัม
    • น้ำเปล่า 50 กรัม
    • น้ำเชื่อมแป้ง 140 กรัม (หรือกลูโคส)
    • เจลาติน 8 กรัม น้ำมะนาว น้ำแอปริคอท น้ำแครนเบอร์รี่ …. 10~15g (ตามชอบ)
  • ขั้นตอนการทำ

1. เติมน้ำ น้ำตาล และน้ำเชื่อมแป้ง แล้วต้มให้เดือดที่ 105C (221F)
2. หลังจากเติมน้ำให้เติมเจลาตินที่ละลายแล้วและน้ำผลไม้แล้วผสม
3. แช่เย็น

 

การผสมนำมาใช้กับเพียวเร่

  • Raspberry puree …50g
  • Nappage … 100g

 

Freeze-dried fruit ผลไม้ฟรีซดราย ประโยชน์มีมาก คุณค่าทางอาหารคบ

Freeze-dried fruit เป็นการแปรรูปอาหารที่ค่อนข้างสมบูรณ์ วัตถุประสงค์คือเพื่อที่จะทำให้อาหารนั้นๆ อยู่ในสภาพที่คล้ายของเดิมมากที่สุด ทั้งรสชาด และ กลิ่น

วิธีการที่เขาเอามาแช่เยือกแข็ง (ยิ่งกว่าแช่แข็ง) แบบกระทันหัน ทำให้รสชาด หรือสารอาหาร อายุของอาหาร แม้กระทั่งกลิ่น ก็ถูกหยุดเอาไว้ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า -40 องศา แล้วเอาเข้าเครื่องที่ดูดเอาความชื้นออกจากอาหารให้หมด

ดังนั้นผลคือ…อาหารจะแห้ง และ กรอบ!!!

และถ้าเอาออกมาทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกตินั้นความชื้นในอาการจะทำให้อาหาร Freeze Dried นั้นนิ่มลง คือการที่ความชื้นในอากาศเข้าไปทดแทน…แต่กลิ่น, รสชาด, ยังอยู่ครับ

 

ประโยชน์ของผลไม้ฟรีซดราย  Freeze-dried fruit

ผลไม้ฟรีซดราย ประโยชน์ที่มีมากกว่าที่คุณคิด โดยผลไม้จะถูกทำให้แข็งด้วยความเย็นแต่ก็ไม่ได้ลดคุณประโยชน์ของผลไม้ลงเลย นอกจากคุณประโยชน์และสารอาหารยังอยู่ครบถ้วน

  • รักษาคุณภาพ มีสีใกล้เคียงกับผลไม้สดการฟรีซดนำไปลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณภาพสีของผลไม้ยังคงดีไม่มีเนาเสีย รู้สึกเหมือนกินผลไม้สด
  • รักษาสารอาหารเทียบเท่ากับผลไม้สด ถึงแม้จะมีการถนอมอาหารโดยการทำให้แข็งด้วยความเย็นแต่ผลไม้ฟรีซดราย ประโยชน์ยังมีเทียบเท่ากับผลไม้สดรักษาคุณภาพสารอาหารได้ดี ยังเป็นผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วน
  • เก็บในอุณหภูมิห้องมากกว่านานกว่า 20 ปี สิ่งที่ดีของ Freeze Dried คือการเก็บไว้ได้ยาวนานกว่า โดยผลไม้ไม่เสียสามารถเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้องโดยไม่ต้องแช่เย็นได้มากกว่า 20-30 ปี
  • รสชาติดี กินง่ายกว่าผลไม้สด ใครที่ไม่ชอบกินผลไม้สด เพราะความเปรี้ยว ฝาด ไม่ถูกปากลองกินผลไม้ฟรีซดราย ที่รับรองว่ากินง่ายกว่า รสชาติดีกว่าผลไม้สด กลิ่นอ่อนกว่า รสชาติอ่อนกว่า และยังท่านง่ายกว่า เหมาะสำหรับคนชอบกินผลไม้ หรือไม่ชอบกลิ่นแรง ๆ

แหล่งที่มาของข้อมูลและรูปภาพ : https://promotions.co.th

Pantip คุณสมาชิกหมายเลข 1085247 : https://pantip.com/topic/32777090

หลักการทานดาร์กช็อกโกแลตและสุขภาพ

ช็อกโกแลตมีมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยนั้น ชาวมายาจากอเมริกากลาง ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบช็อกโกแลตกลุ่มแรก
ดื่มช็อกโกแลตเป็นเครื่องดื่มหมักรสขมผสมกับเครื่องเทศหรือไวน์ แต่ปัจจุบัน ช็อกโกแลตที่มีรูปร่างทรงต่างๆ ที่วางเรียงรายขายกันใน Supermarket ที่เราเห็นนั้นคือผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายจากขั้นตอนต่างๆ เพราะทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากเมล็ดโกโก้ที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเรา เมล็ดโกโก้จะถูกแยกออกจากฝัก หมัก ตากแห้ง และคั่วจนได้สิ่งที่เราเรียกว่าเมล็ดโกโก้ จากนั้นจึงแยกเปลือกของเมล็ดโกโก้ออกจากเนื้อหรือเมล็ดโกโก้ จากนั้นก็บดเมล็ดโกโก้ให้เป็นของเหลวที่เรียกว่าเหล้าช็อกโกแลต และแยกออกจากส่วนที่มีไขมันหรือเนยโกโก้ จากนั้นจึงกลั่นเหล้าโกโก้ให้บริสุทธิ์อีกครั้งเพื่อผลิตโกโก้และช็อกโกแลตที่เรารับประทาน หลังจากแยกเมล็ดโกโก้ออกแล้ว เมล็ดโกโก้จะถูกบดให้เป็นผงโกโก้ที่ใช้ในการอบหรือเครื่องดื่ม

  • ดาร์กช็อกโกแลตประกอบด้วยโกโก้ เนยโกโก้ และน้ำตาล 50-90%
  • ในขณะที่ช็อกโกแลตนมประกอบด้วยโกโก้ เนยโกโก้ นม และน้ำตาล 10-50% แม้ว่าดาร์กช็อกโกแลตไม่ควรมีนม แต่ก็อาจจะมีนมปนเปื้อนระหว่างการแปรรูปเนื่องจากมักใช้เครื่องจักรเดียวกันในการผลิตนมและดาร์กช็อกโกแลต
  • ช็อกโกแลตผสมอาจเติมเนย น้ำมันพืช สีหรือรสชาติเทียม
  • ไวทช็อคโกแลต ไม่มีโกโก้ใดๆ และทำมาจากเนยโกโก้ น้ำตาล และนมเท่านั้น

ดาร์กช็อกโกแลต ผลิตจากเมล็ดโกโก้เช่นเดียวกับช็อกโกแลตประเภทอื่น แต่ต่างกันตรงที่มีสัดส่วนของปริมาณโกโก้ที่สูงกว่า ดาร์กช็อกโกแลตที่วางขายส่วนใหญ่จะมีเปอร์เซ็นต์ของผงโกโก้ ดังนี้

  • ผงโกโก้ 50%: มีรสชาติทานแล้วยังมีรสหวาน
  • ผงโกโก้ 70%: มีรสชาติขมขึ้นมาเล็กน้อย ผู้ที่ดื่มกาแฟดำ 100% ปริมาณโกโก้เท่านี้สามารถทานได้
  • ผงโกโก้ 80%: รสชาติขม นิยมเอาไปทำขนม อาหาร หรือใส่ในเครื่องดื่มมากกว่า
  • ผงโกโก้ 90%: รสชาติขมมาก และมีรสเปรี้ยวที่ติดปาก

ประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต

  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งหลายการศึกษาพบว่าสารโพลีฟีนอลจะช่วยเสริมให้หลอดเลือดแข็งแรง มีส่วนช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิด HDL ซึ่งช่วยลดการอักเสบและการก่อตัวของลิ่มเลือดได้
  • ลดระดับความดันโลหิต การทานดาร์กช็อกโกแลตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมากมาย จึงช่วยบำรุงเลือดทำให้เกิดการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น และเป็นการป้องกัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้ไปในตัว
  • ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี HDL และลดไขมันไม่ดี LDL ในร่างกาย ใน American Journal of Clinical Nutrition ระบุไว้ว่า ในโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตจะมีสารฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอลในดาร์กช็อกโกแลต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีหรือ LDL และเพิ่มคอเลสเตอรอลดีอย่าง HDL ในเลือดได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลต มีฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ออกซิเจนและเลือดลำเลียงไปสู่สมองได้ดี ทำให้เราจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นไปด้วย
  • ช่วยลดความเครียด จากที่มีการศึกษาพบว่า คนที่ทานดาร์กช็อกโกแลตปริมาณ 40 กรัมทุกวันนาน 2 สัปดาห์ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนแห่งความเครียดลดลง เมื่อเทียบกับวันแรกที่เริ่มทาน

แม้ดาร์กช็อกโกแลตจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่หากทานในปริมาณที่มากเกินไปก็จะได้รับน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลเสียกับร่างกาย จึงควรทานในปริมาณที่เหมาะสม คือ 20 – 30 กรัม หรือ 1 ชิ้นเล็ก ต่อวัน และควรเลือกช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้อย่างน้อย 70 % ขึ้นไปเนื่องจากจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อย และมีสารฟลาโวนอยด์สูง

ดาร์กช็อกโกแลตนอกจากจะมีน้ำตาลน้อยกว่าช็อกโกแลตประเภทอื่นแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่าง ๆ อีกด้วย เช่น

  • ฟลาโวนอยด์
  • ธาตุเหล็ก
  • ทองแดง
  • สังกะสี
  • แมกนีเซียม
  • ฟอสฟอรัส เป็นต้น

หลักการทานช็อกโกแลต

เนื่องจากรสขมจะเพิ่มขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ของโกโก้ที่มากขึ้น ลองหยิบช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ แล้วปล่อยให้ละลายช้าๆ ในปาก เทคนิคนี้อาจให้ประสบการณ์ที่แตกต่างและเป็นที่น่าพึงพอใจมากกว่าการเคี้ยวและกลืนช็อกโกแลตอย่างรวดเร็ว

ข้อควรระวังในการรับประทาน

ยิ่งโกโก้มีเปอร์เซ็นต์สูงเท่าไร รสขมก็จะยิ่งมากขึ้น ปริมาณคาเฟอีนก็จะยิ่งสูง แม้ว่าดาร์กช็อกโกแลตจะมีคาเฟอีนอยู่บ้าง แต่ปริมาณน้อยมากจึงไม่ส่งผลให้นอนไม่หลับหรือใจสั่น

เอกสารอ้างอิง

https://www.hsph.harvard.edu/nutritionsource/food-features/dark-chocolate/
https://www.medparkhospital.com/lifestyles/health-benefits-of-dark-chocolate

ผงโกโก้

รู้หรือไม่ ทำไมถึงใส่ผงโกโก้ในเค้กกาแฟ ??

การใส่ผงโกโก้เล็กน้อยลงในเค้กกาแฟมีเหตุผลหลายประการ:

เสริมรสชาติ:

ผงโกโก้ช่วยเพิ่มความเข้มข้นและความซับซ้อนของรสชาติกลมกลืนกับรสกาแฟ เนื่องจากกาแฟและโกโก้มีโน้ตรสชาติที่เข้ากันได้ดี

ปรับสมดุลรสชาติ:

ช่วยลดความเปรี้ยวของกาแฟ โดยเฉพาะถ้าใช้กาแฟที่มีความเปรี้ยวสูงเพิ่มความหวานและความขมเล็กน้อย ทำให้รสชาติโดยรวมกลมกล่อมขึ้น

ปรับปรุงสีสัน:

ช่วยให้เค้กมีสีเข้มขึ้น ดูน่ารับประทานและเป็นเค้กรสกาแฟมากขึ้น

กลบกลิ่นไข่:

ผงโกโก้สามารถช่วยลดกลิ่นไข่ที่อาจเด่นชัดในเค้กบางสูตร

เพิ่มความหลากหลายของรสชาติ:

ทำให้เค้กมีรสชาติคล้ายโมคค่า ซึ่งเป็นที่นิยมในเครื่องดื่มกาแฟ

Cr.Cooking Station